บันทึก สึกมาทำไม….? วันอำลาผ้าเหลือง เป้าหมาย…

วันที่ 16 พ.ย. 2549 วันอำลาผ้าเหลือง
ณ วัดสว่าเวฬุวัน บ้านห้วยไผ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลฯ
————————–———————-
มีหลายคนถามผมว่า สึกมาทำไม…..?
ส่วนมากผู้หญิงชอบถาม
ผมก็จะตอบแบบทะลึ่ง ๆ หน่อย “สึกออกมาโปรดสีกา…555”
คือผมทำตามปณิธานของชีวิตตัวเอง
ปี พ.ศ. 2539 ผมบวชเป็นสามเณร
และตั้งปณิธาน ตั้งเป้าหมายไว้ว่า
จะอยู่ในผ้าเหลือง จะบวชเรียนเขียนอ่าน
ภายในอายุไม่เกิน 25 ปี ถ้าเกินจะไม่สึกเด็ดขาดและผมก็ทำได้ตามนั้น
คนที่บวชนาน ๆ แล้วตัดสินใจสึก
บางครั้งเหมือนจะออกสนามรบเลย
หรือ เป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุดในชีวิตแต่ผมทำตามความฝันของผม
ไม่สนหน้าอินหน้าพรหมที่ไหนทั้งนั้น
ทั้ง ๆที่ไม่มีอะไรพร้อมสักอย่าง
ในนามเด็กบ้านนอก พลัดถิ่น
มีเพียงความฝันเท่านั้นที่พร้อม…! เรียกได้ว่า
เต็มเปี่ยมในกล่องดำของชีวิตอย่างเลื่อนลอย”จะสึกทำไม มหา….อะไรก็ไม่พร้อมสักอย่าง
เงินทองก็ไม่มี” หลวงพี่ห้องข้าง ๆกล่าวเป็นห่วง

ตอนนั้นเรียน ปสว. เทคนิคกรุงเทพฯ เทอมสุดท้าย

หลายคนสงสัยว่าทำไมผมไม่เรียนต่อมหาลัยสงฆ์
เพราะในใจลึก ๆวางแผนไว้หมดแล้ว
เรารู้อยู่คนเดียว ว่า ปณิธาน ….ที่ตั้งไว้วันแรกว่าอย่างไร

อีกอย่าง ไม่มีคณะ สาขาที่ชอบเลย
เพราะใจรักมาทางโลกมากว่า เช่น
คณะบริหารธุรกิจ, การจัดการ, การตลาด
และไอที เทคโนโลยี่ต่าง ๆ

คือผมคิดว่า ถ้าเราจะออกมาสู่โลกภายนอก
จะแข่งขันกับโลกภายนอก จะเป็นที่ 1 หรือที่ 2
เราต้องรู้ เราต้องเก่งพวกนี้ เราต้องทำได้

“เกิดเป็นคน ควรพยายามจนกว่าจะประสบความสำเร็จ” พระพุทธวจนะ

ผมคิดว่าแม้เราจะเป็นคนจน พลัดถิ่น
แต่จุดแข็งของเราก็คือ ความอึด…..
ความอดทน….ความพยายาม….

ผมคิดเสมอว่า พ่อแม่ทำนาลำบากตรากตรำกว่าเราเยอะ
หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน อุตสาห์หอมสังขารบากหน้ามาไกลแสนไกล
ถ้าเอาดีไม่ได้ … มันคือความล้มเหลวที่สุดของชีวิต
ไม่ใช่เราล้มเหลวคนเดียว พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ลุงป้าน้าอา
เสียชื่อลูกแม่น้ำโขง แห่งมหานทีสีพันดอน
ยากที่จะให้อภัยได้

เอาความดี คือธรรมะที่ร่ำเรียนมาเป็นเกราะกำบัง

สิ่งเหล่านี้ต้องมีอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
ถ้ามีขาด ๆ เกิน ๆ ความสำเร็จเกิดยาก

คนที่เขาประสบความสำเร็จไม่ใช่ว่าเขาทำแล้ว
ประสบความสำเร็จเลย แต่มันเกิดจากการสั่งสม
ด้วยความมานะพยายาม อย่างต่อเนื่อง เสมอต้นเสมอปลาย

Facebook Comments